วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

1 Strategic Planning
1.   Framework Management Tool Box : ด้าน Planning  ประกอบด้วย
1.1  Strategic Planning  
               
การวางแผนกลยุทธ์ Strategic Planning
1.ความเป็นมาของการวางแผนกลยุทธ์
การวางแผนเชิงกลยุทธนั้น เป็นเครื่องมือทางด้านการวางแผน (Planning)ในการบริหารองค์กรให้มีการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งขันนำปัจจัยภายในและภายนอก มาวิเคราะห์เป็นความคิดสร้างสรรค์ต่างๆในการนำไปคิดค้นการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กรโดยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์ การมีความยืดหยุ่นของแผนงาน การวางแผน และ ประสิทธิภาพขององค์กร
2. องค์ประกอบของการวางแผนกลยุทธ์
1.องค์ประกอบทางด้านการบริหารจัดการ(ManagementCharacteristic)
1.1การวางแผนระยะยาว(LongTerm Orientation)การตั้งเป้าหมายในระดับองค์กรให้บุคลากรในองค์กรเพื่อที่จะพยายามบรรลุจุดมุ่งหมายของงานที่ตนเองได้รับผิดชอบอยู่
1.2การนำผลสำเร็จในอดีตมาพิจารณา(Perceptionof past success)เราจะใช้วิสัยทัศน์ที่มีในอดีตมาขัดเกลาให้เกิดวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อสามารถวิเคราะห์จากปรากฎการณ์เพื่อจัดเตรียมแผนงาน และ การแก้ไขปัญหา เหล่านี้ได้ในอนาคต
2.องค์ประกอบด้าน ความคิดสร้างสรรค์ขององค์กร(FirmDynamics)
2.1การวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทคู่แข่งขัน(CompetitorOrientation)จะสามารถเห็นถึงแนวคิดกลยุทธ์การตัดสินใจ ต่างๆที่คู่แข่งขันได้ใช้เพื่อจะนำมาประเมินได้นำมาซึ่งทฤษฎีใหม่ๆที่สร้างสรรค์
2.2การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มั่นคง(CulturalEntrenchment)ความสัมพันธ์ระหว่าง องค์กรและพนักงานเมื่อต้องการสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งแล้วจึงต้องสร้างวัฒนธรรมร่วมกันภายในองค์กร
2.3การหาทรัพยากรในองค์กรที่พรั่งพร้อม(ResourceRichness)ความพร้อมในด้านทรัพยากรภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะนำไปใช้ในการทำงานได้เสมอจะมีความได้เปรียบคู่แข่งขัน
2.4การระงับพฤติกรรมที่มีทิศทางต่างกันกับเป้าหมายขององค์กร(Anti-planningpolitical behavior)ลดสถานการณ์ของผู้ที่จะแสดงพฤติกรรมความคิดที่แตกต่างจากผู้บริหารได้แล้วย่อมจะทำให้แผนงาน ใหม่ที่นำเสนอนั้นมีโอกาสที่จะเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการตอบรับและประสบผลสำเร็จได้
3.องค์ประกอบด้านสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อองค์กร (EnvironmentalFactors)มี2ปัจจัย คือ
3.1การประเมินความเข้มข้นของการแข่งขัน(CompetitiveIntensity)แข่งขันสูงมีผลต่อการวางแผนกลยุทธ์ของแต่ละองค์กรเราจะสามารถเห็นแผนงานความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆออกมาให้เห็นได้มากยิ่งขึ้น
3.2การสร้างพฤติกรรมการเปิดรับสภาวะตลาด(Industry-wideMindset)องค์กรใดที่มีความยึดมั่นในความคิดที่สูงโดยกำหนดคุณค่าและการปฎิบัติงานด้วยการวางแผนงานจะคงรูปแบบการบริหารจัดการแบบเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่นทำให้การคิดแผนงานใหม่ๆนั้นจะถูกจำกัดเอาไว้ในจำนวนที่ไม่มาก
3.การวางแผนกลยุทธ์ใช้เพื่อ
·เพื่อกำหนดวางแผนในระยะยาวให้กับองค์กร
·เป็นการวางกรอบการทำงานให้องค์กรเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการอนาคต
·การปฏิบัติงานที่สอดคล้องกันระหว่างองค์กร กับสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อองค์กร
·เพื่อประเมินภาพรวมจาก การกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ใช้
·บันทึกความสัมพันธ์ต่างๆ ระหว่างเป้าหมาย และ กลยุทธ์ที่ใช้เพื่อใช้ประเมินประสิทธิภาพของแผนกลยุทธ์
4.ข้อดีข้อเสียของการวางแผนทางกลยุทธ์
ข้อดี:องค์กรมีจุดหมายเดียวกัน มีแผนงานชัดเจนจัดบุคคลากรตามหน้าที่ที่เหมาะสม เตรียมงบประมาณจัดสรรอย่างถูกต้อง และมีบรรยาการศการทำงานที่สอดคล้องเป็นแนวทางเดียวกัน
ข้อเสีย:หากมีงบจำกัด จะบริการจัดการแผนกลยุทธ์ได้ยาก และ หากมีงบมากก็อาจลงทุนอย่างประมาท การกำหนดแผนกลยุทธ์บางครั้งฝ่ายบริหารอาจเห็นไม่ตรงกัน

5. ขั้นตอนของการวางแผนกลยุทธ์
6. ใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้าง
 กระทรวงพลังงาน ที่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักในการพัฒนาแผนกลยุทธ์ของ ยุทธศาสตร์พลังงาน แห่งชาติปี http://www.energy.go.th/sites/all/files/stragic2012-2016.pdf
7.กรณีศึกษา
กระทรวงฯมองเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจึงกำหนดแผนกลยุทธ์ด้วยการน้อมนำหลักเศรษฐกิจ    พอเพียงมาปรับใช้โดยยึดหลักตามคุณลักษณะ3ด้านคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และ ภูมิคุ้มกัน ที่ดีในตัวมาส่งเสริมเป็นแผนนโยบายพลังงานแห่งชาติในส่วนของการใช้พลังงานสิ้นเปลืองนอกเหนือจาก โครงการรณรงค์การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ประหยัดใช้เท่าที่จำเป็นแล้ว จึงมีโครงการที่จะนำพืชผลการเกษตรที่เกษตรกรไทยสามารถผลิตได้เองในประเทศนำมาผลิตเป็น พลังงานทางเลือกเป็นน้ำมัน ไบโอดีเซล ที่ผลิตจากส่วนผสมของน้ำมันปาล์มเป็นที่มาของการขยายการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันกันอย่างแพร่หลายภายในประเทศ
44 Perfomance Prism
      Performance Prism ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมีสมมติฐานมาจากจุดอ่อนหรือข้อจำกัดของเครื่องมือในการประเมินผลองค์กรอื่นๆ อาทิเช่น Balanced Scorecard
        Performance Prism มองว่าเครื่องมือในการประเมินผลเช่น Balanced Scorecard มุ่งเน้นแต่ Stakeholders (กลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กร) เพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น (ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงาน) โดยละเลยต่อความต้องการของ Stakeholders กลุ่มอื่นๆ ยิ่งในปัจจุบันที่สภาวะการดำเนินธุรกิจเริ่มเปลี่ยนไปทำให้บทบาทของ Stakeholders กลุ่มอื่นๆ ทวีความสำคัญขึ้น ทำให้หลักการของ Performance Prism ถือกำเนิดขึ้นมาโดยมุ่งเน้นที่ Stakeholders แทนที่ Shareholders เหมือนในกรณีของ Balanced Scorecard
 มุมมองของ Performance Prism
1. ความพอใจของผู้เกี่ยวข้องกับองค์กร (Stakeholder Satisfaction) โดยในมุมมองนี้จะพิจารณาว่า
   ใครคือ Stakeholders ที่สำคัญขององค์กร และอะไรคือสิ่งที่ Stakeholders ต้องการจากองค์กร?
2. สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับองค์กรมอบให้องค์กร (Stakeholder Contribution) โดยจะต้องตอบคำถามว่าอะไร
   คือสิ่งที่องค์กรต้องการจาก Stakeholders หรืออีกนัยหนึ่งคือ อะไรคือสิ่งที่ Stakeholders แต่ละกลุ่ม
   มอบให้กับองค์กร?
3. กลยุทธ์ (Strategies) เป็นการมองจากมุมมองในสองข้อแรก แล้วพิจารณาว่าอะไรคือกลยุทธ์ที่จะ
   ต้องใช้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ Stakeholders และในขณะเดียวกันสามารถตอบสนองต่อ
   ความต้องการขององค์กรด้วย
4. กระบวนการที่สำคัญขององค์กร (Processes) จากกลยุทธ์ในมุมมองที่ผ่านมา อะไรคือกระบวนการที่
     องค์กรจะต้องมีเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกลยุทธ์?
5. ความสามารถ (Capabilities) สุดท้ายจากกระบวนการขององค์กร อะไรคือความสามารถที่องค์กรจะ
    ต้องมี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น